General knowledge

ไขข้อสงสัย : "ป่าชุมชน" แตกต่างจาก "อุทยานแห่งชาติ" และ "ป่าสงวน" อย่างไร?

ไขข้อสงสัย : "ป่าชุมชน" แตกต่างจาก "อุทยานแห่งชาติ" และ "ป่าสงวน" อย่างไร?

ไขข้อสงสัย : "ป่าชุมชน" แตกต่างจาก "อุทยานแห่งชาติ" และ "ป่าสงวน" อย่างไร?

ความหมายละความสำคัญที่แตกต่างของป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติและป่าสงวน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ และมีพื้นที่ป่าที่หลากหลายรูปแบบ ป่าแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และกฎหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งอาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไป อย่างที่เรามักได้ยินคำว่า ป่าชุมชน, อุทยานแห่งชาติและป่าสงวน ซึ่งทั้ง 3 ป่าแต่ละประเภทเหล่านี้มีความหมาย กฎหมาย และวิธีการจัดการต่างกันอย่างชัดเจน โดยในบทความนี้จะอธิบายความแตกต่างเชิงกฎหมาย หน้าที่ผู้ดูแล สิทธิการใช้ประโยชน์ ข้อห้าม และขั้นตอนการจัดตั้ง/ประกาศ เพื่อไขข้อสงสัยและอธิบายความแตกต่างอย่างละเอียด

ความหมายตามกฎหมายเบื้องต้นของป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวน

  • ป่าสงวนแห่งชาติ : เป็นพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นป่าสงวนเพื่อรักษาสภาพป่าและทรัพยากรอื่นของป่า (พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507) การประกาศเป็นป่าสงวนทำโดยราชการตามขั้นตอน มีแผนที่แนวเขตและกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล ป่าสงวนมีบทบาทเป็นเขตคุ้มครอง แต่ระดับการควบคุมการใช้ประโยชน์อาจต่างจากอุทยาน (ขึ้นกับกฎหมาย/กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง)
  • ป่าชุมชน : ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 หมายถึง ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าของชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการ บำรุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน กล่าวคือ ป่าชุมชนเกิดจากการยื่นขอขึ้นทะเบียน/จัดตั้งโดยชุมชน (มีแผนจัดการป่าชุมชน) และอยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ (เช่น นอกอุทยาน) ตามข้อกำหนดของกฎหมาย
  • อุทยานแห่งชาติ : เป็นพื้นที่ที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อสงวนรักษาสภาพธรรมชาติ มีคุณค่าทางทรัพยากรธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์หรือความงาม เพื่อการอนุรักษ์ การศึกษาวิจัยและการพักผ่อน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (DNP) และมีกฎหมายควบคุมการใช้ประโยชน์อย่างเข้มงวด (การก่อสร้าง ตัดไม้ แผ้วถาง การล่าสัตว์ ฯลฯ มักถูกห้ามหรืออยู่ภายใต้การอนุญาต)

ใครเป็นผู้ดูและมีอำนาจใน ป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวน

  • ป่าสงวนแห่งชาติ : กรมป่าไม้เป็นผู้กำกับดูแลหลัก มีเจ้าหน้าที่พนักงานผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวน ตรวจตรา ปราบปรามการบุกรุกและจัดทำกฎระเบียบควบคุมการใช้ประโยชน์
  • ป่าชุมชน : การบริหารจัดการจะเป็นไปตามแผนจัดการป่าที่ชุมชนจัดทำ และมีคณะกรรมการจัดการเป็นผู้จัดการปฏิบัติจริง โดยภาครัฐ (กรมป่าไม้) ทำหน้าที่สนับสนุน กำกับและให้การอนุญาตในขั้นตอนต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562
  • อุทยานแห่งชาติ : อยู่ภายใต้การบริหารของกรมอุทยานฯ หน่วยงานนี้ออกข้อบังคับ/อนุญาตเกี่ยวกับการท่องเที่ยว งานวิจัย การใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่

ความแตกต่างของวัตถุประสงค์หลัก และข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวน

  • ป่าสงวนแห่งชาติ : มีวัตถุประสงค์ในควบคุมรักษาสภาพป่าและทรัพยากรธรรมชาติในระดับรัฐ เพื่อป้องกันการบุกรุกและการทำลายพื้นที่ป่า ซึ่งการกระทำที่ทำให้ป่าสภาพเสื่อม เช่น แผ้วถาง บุกรุก การตัดไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ และมีการบังคับใช้กฎหมายจากกรมป่าไม้ ในบางกรณี รัฐอาจอนุญาตกิจกรรมบางอย่างภายใต้เงื่อนไข (เช่น การอนุญาตใช้ไม้/ทำประโยชน์แบบมีข้อจำกัด) ตามกฎที่เกี่ยวข้อง
  • ป่าชุมชน : มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (เช่น เก็บของป่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การเก็บ NTFP ภายใต้แผน) โดยต้องปฏิบัติตามแผนจัดการที่ได้รับอนุญาต ห้ามยึดถือครอบครองเพื่อที่อยู่อาศัยหรือทำกินทั่วไป ห้ามเผาแผ้วถาง ขุดแร่ หรือล่าสัตว์คุ้มครอง ถ้าไม่ได้รับอนุญาตตามแผน/กฎหมาย. (ข้อห้ามเฉพาะอยู่ใน พ.ร.บ. ป่าชุมชน)
  • อุทยานแห่งชาติ : มีวัตถุประสงค์ในการสงวนรักษาธรรมชาติเป็นสำคัญ และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว การศึกษาและวิจัย ต้องได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานฯ โดยห้ามยึดถือครอบครองที่ดิน การตัดไม้ แผ้วถาง หรือการทำลายสภาพพื้นที่เป็นความผิด มีบทลงโทษตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ (โทษหนักในหลายกรณี). การทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์ต้องขออนุญาตล่วงหน้า

ตารางสรุปความแตกต่างของป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวน

     
คุณลักษณะ ป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน
วัตถุประสงค์หลัก การใช้ประโยชน์โดยชุมชน การอนุรักษ์อย่างสมบูรณ์ รักษาป่าไม้เพื่อกิจการป่าไม้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
ผู้ดูแล ชุมชนร่วมกับภาครัฐ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้
การใช้ประโยชน์ อนุญาตให้ชุมชนใช้ประโยชน์ได้ ห้ามใช้ประโยชน์ เน้นท่องเที่ยวและการศึกษา มีการควบคุมการใช้ประโยชน์ อาจอนุญาตให้เอกชนได้ภายใต้เงื่อนไข
 

สิ่งที่ชุมชน/ประชาชนควรรู้เกี่ยวกับป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวน

  • ป่าของชุมชนไม่ใช่การยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนบุคคล : การจัดตั้งเป็นป่าของชุมชนไม่ได้แปลงสภาพเป็นโฉนดที่ดินของสมาชิก แต่เป็นการให้ชุมชนมีสิทธิและหน้าที่ร่วมกันจัดการพื้นที่ภายใต้กฎหมายและแผนจัดการ. (ห้ามยึดถือครอบครองเพื่ออยู่อาศัย/ทำกินเป็นการถาวรภายในป่าตามกฎหมาย)
  • ป่าชุมชนมักจัดตั้งได้เฉพาะพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ : หากชุมชนอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตอนุรักษ์อื่นๆ กระบวนการและความเป็นไปได้จะต่างออกไป (โดยทั่วไปป่าของชุมชนจะจัดตั้งในป่านอกเขตอนุรักษ์หรือพื้นที่ของรัฐนอกเขตอนุรักษ์ตามที่กฎหมายกำหนด)
  • บทลงโทษสำหรับการทำลายพื้นที่มีจริง : ทั้งอุทยานและป่าสงวนมีโทษทางอาญา/ปรับสำหรับการแผ้วถาง บุกรุก ตัดไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนป่าชุมชนเองก็มีบทกำกับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน หากสมาชิกหรือคนนอกละเมิดแผน
  • โอกาสและข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ : ป่าของชุมชนเปิดช่องให้ชุมชนสร้างรายได้จากกิจกรรมที่ยั่งยืน เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การเก็บของป่าอย่างมีการจัดการ หรือการขายผลิตภัณฑ์ชุมชนตามข้อกำหนด แต่ต้องอยู่ภายใต้แผนจัดการและข้อบังคับของคณะกรรมการป่าชุมชน/รัฐ

แหล่งที่มาของข้อมูล

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว “ป่าชุมชน”, “อุทยานแห่งชาติ” และ “ป่าสงวนแห่งชาติ” แม้จะเป็นพื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายและการดูแลของรัฐเหมือนกัน แต่ป่าแต่ละประเภทมีความแตกต่างทั้งด้านวัตถุประสงค์ สิทธิในการใช้ประโยชน์และวิธีการบริหารจัดการ ป่าชุมชนมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ขณะที่อุทยานแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาสภาพธรรมชาติอย่างเคร่งครัด ส่วนป่าสงวนแห่งชาติเป็นกลไกของรัฐในการควบคุมและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ จึงช่วยให้ประชาชนสามารถใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากองค์กรหรือชุมชนของคุณสนใจแนวทางการจัดการป่าและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงกับการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต CarbonWatch พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านสิ่งแวดล้อมครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงการพัฒนาโครงการที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ทั้งชุมชนและธุรกิจสามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

Related technology

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

Get started with CarbonWatch

"Register and easily start your project. Experience a comprehensive carbon management service designed to make your management simple and seamless."

Get Started