ความรู้ทั่วไป

5 แนวทางลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กรที่ทำได้จริงสำหรับธุรกิจทุกขนาด

5 แนวทางลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กรที่ทำได้จริงสำหรับธุรกิจทุกขนาด

ถอดบทเรียนสำคัญของประเทศที่สามารถลดคาร์บอนได้มากที่สุดในโลก

การลดคาร์บอนไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนระดับโลกที่หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้จริง และสามารถควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ บทความนี้จะนำเสนอตัวอย่างที่โดดเด่นของ 5 ประเทศและกลุ่มประเทศหลัก ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เยอรมนี สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการลดการปล่อย CO2​ อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับการไปเจาะลึกถึงยุทธศาสตร์และนโยบายที่ขับเคลื่อนความสำเร็จเหล่านี้ ตั้งแต่การปฏิรูปภาคพลังงาน การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ไปจนถึงการลงทุนในนวัตกรรมสีเขียว เพื่อเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในระดับสากล

5 ประเทศและกลุ่มประเทศที่ลดคาร์บอนได้มากที่สุด

  1. สหราชอาณาจักร (United Kingdom - UK) : สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก โดยสามารถลดลงได้เกิน 50% จากระดับปี 1990 ในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการลดลงนี้เกิดจากปัจจัยเหล่านี้

    • การเลิกใช้ถ่านหิน : เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด โดยมีการเปลี่ยนจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม อย่างรวดเร็ว ทำให้การปล่อย CO2​ ในภาคพลังงานลดลงอย่างมาก
    • กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2008 (Climate Change Act 2008) : เป็นกฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย กำหนดเป้าหมายระยะยาวสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและผลักดันให้เกิดการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
  2. สหภาพยุโรป (European Union - EU) : สหภาพยุโรปในฐานะกลุ่มประเทศได้แสดงความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายที่จริงจังและมีกลไกสำคัญในการดำเนินการ ดังนี้

    • ระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU Emissions Trading System - EU ETS) : เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดราคาก๊าซคาร์บอน (Carbon Pricing) สำหรับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการผลิตไฟฟ้า ระบบนี้มีการจำกัดปริมาณการปล่อยรวมและค่อยๆ ลดเพดานลง เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซ
    • การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ : มีการกำหนดเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงาน
  3. เยอรมนี (Germany) : เยอรมนีมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศภายในปี 2045 และเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการลดคาร์บอน​ของสหภาพยุโรป โดยเริ่มจากการดำเนินการดังนี้่

    • นโยบายพลังงาน (Energiewende) : คือแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ เพื่อเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์และถ่านหิน พร้อมทั้งเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก การขยายกำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างกว้างขวางมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซ
    • การกำหนดเป้าหมายรายภาคส่วน : มีการกำหนดงบประมาณการปล่อย CO2​ ประจำปีสำหรับภาคส่วนต่างๆ เช่น พลังงาน อาคารและการขนส่ง เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและมาตรการที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละภาคส่วน
  4. สหรัฐอเมริกา (United States - US) : การลดคาร์บอนในสหรัฐฯ ตั้งแต่ประมาณปี 2007 เป็นต้นมา มีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องดังนี้

    • การเปลี่ยนจากถ่านหินไปใช้ก๊าซธรรมชาติ : การขยายตัวของการผลิตก๊าซธรรมชาติราคาถูกมาแทนที่ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ทำให้การปล่อย CO2​ ในภาคพลังงานไฟฟ้าลดลงอย่างมาก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติปล่อย CO2​ น้อยกว่าถ่านหินประมาณครึ่งหนึ่ง
    • นโยบายในระดับรัฐและรัฐบาลกลาง : แม้ว่านโยบายระดับชาติจะมีความผันผวน แต่มาตรการในระดับรัฐบาลกลาง เช่น กฎหมายลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act - IRA) และนโยบายระดับรัฐ เช่น มาตรฐานพลังงานหมุนเวียนและการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) ก็เป็นตัวเร่งสำคัญในช่วงหลัง
  5. ญี่ปุ่น (Japan) : ญี่ปุ่นได้มุ่งมั่นที่จะลดคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมายลดให้ได้ 46% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2013 ความพยายามหลักประกอบด้วย

    • การอนุรักษ์พลังงาน : ญี่ปุ่นมีความเข้มงวดสูงในด้านการประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม อาคารและครัวเรือน
    • การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียว : ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transformation - GX) รวมถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานนิวเคลียร์และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น การใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียในการผลิตไฟฟ้า
    • ระบบการซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GX-ETS) : อยู่ระหว่างการนำมาใช้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลดการปล่อย CO2​ ด้วยตนเอง

บทเรียนที่เราควรเรียนรู้จากประเทศที่ลดคาร์บอนได้โดดเด่น

  • การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนและลดการใช้ถ่านหิน : ทั้งสหราชอาณาจักรและเยอรมนี มีการลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังดำเนินนโยบายยกเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นขั้นตอน เช่น การออกนโยบายที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด และกำหนดเวลาเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษสูง เช่น ถ่านหิน เป็นสิ่งสำคัญ

  • นโยบายราคาคาร์บอนและตลาดการค้า : สหภาพยุโรปได้ใช้ระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU Emissions Trading System - EU ETS) ซึ่งเป็นมาตรการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Price) ที่เข้มงวดต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน ทำให้การปล่อยคาร์บอนมีต้นทุนสูงขึ้นและกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ ลดคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการกำหนดราคาคาร์บอนที่สูง สามารถสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่ภาคธุรกิจ ในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

  • ประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง : การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน ตั้งแต่อาคารไปจนถึงการขนส่งและการผลิตในโรงงาน ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคบริการมากขึ้น (ในกรณีของประเทศพัฒนาแล้ว) ก็มีส่วนช่วยลดคาร์บอนได้ ซึ่งการบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวด และการให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างประหยัดในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้
  • ความร่วมมือและเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน : กลุ่มประเทศเหล่านี้มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมาย เช่น เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ของสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป้าหมายเหล่านี้ถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติงานผ่านแผนงานระยะสั้นและระยะกลางที่สอดคล้องกัน โดยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนในระยะยาว เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของทั้งภาครัฐและเอกชน

ความสำเร็จในการลดคาร์บอนของสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เยอรมนี สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่าการแยกความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นสามารถทำได้จริง แกนหลักของความสำเร็จเหล่านี้คือ ความมุ่งมั่นทางนโยบายที่ชัดเจนและมีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น กฎหมายพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานของเยอรมนี หรือระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ (ETS) ของสหภาพยุโรป การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด ตัวอย่างเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า หากรัฐบาลกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสม การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนและเป็นธรรมก็สามารถเกิดขึ้นได้จริงทั่วโลก

หากคุณต้องการติดตามและจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างมืออาชีพ CarbonWatch คือแพลตฟอร์มและบริการให้คำปรึกษาแบบครบวงจรที่จะช่วยให้องค์กรของคุณก้าวไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยให้บริการตั้งแต่การ วัดและประเมินผล ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ตามมาตรฐานสากล การลดคาร์บอนที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ไปจนถึงการรายงานและสื่อสารผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักลงทุน ให้ CarbonWatch เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของคุณไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็นความสำเร็จที่วัดผลได้ เริ่มวัดผล เริ่มจัดการ เริ่มลดคาร์บอน ได้แล้ววันนี้

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

เทคโนโลยีอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

เริ่มต้นกับ CarbonWatch

"ลงทะเบียนและเริ่มสร้างโครงการของคุณได้ง่าย ๆ สัมผัสกับบริการจัดการคาร์บอน การกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้
แบบครบวงจร ที่พร้อมช่วยให้การจัดการของคุณเป็นเรื่องง่าย"

เริ่มเลย