ทางออกและข้อเสนอเชิงปฏิบัติการนำ REDD+ ไปใช้จริง
กลไก REDD+ (Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation and the role of conservation, sustainable management of forests and enhancement of forest carbon stocks in developing countries) เป็นความพยายามระดับนานาชาติภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ในประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม การนำ REDD+ ไปปฏิบัติจริงในระดับประเทศและระดับโครงการ ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและหลากหลาย ตั้งแต่ประเด็นทางกฎหมาย การถือครองที่ดิน สิทธิชนพื้นเมือง ระบบติดตาม (MRV) และการเงิน ผลลัพธ์ที่ได้จึงหลากหลายและขึ้นอยู่กับบริบทประเทศและระดับย่อยของโครงการ/เขตการปกครองปัญหาที่ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงาน REDD+ ให้ประสบความสำเร็จ
1. ปัญหาสิทธิครอบครองที่ดินและสิทธิของชนพื้นเมือง- ความไม่ชัดเจนของสิทธิที่ดิน : ในหลายประเทศสิทธิการใช้ที่ดินของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองยังไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา สิทธิ์ในการถือครองที่ดินหรือเขตป่าไม้ ยังคงมีความคลุมเครือ ว่าจะเป็นสิทธิ์ของรัฐ, ชุมชนท้องถิ่นหรือชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งหากสิทธิ์เหล่านี้ไม่ได้รับการรับรองอย่างชัดเจน ก็ยากที่จะกำหนดว่าใครคือผู้มีสิทธิ์ในผลประโยชน์ของ REDD+ หรือใครคือเจ้าของคาร์บอนที่ถูกกักเก็บเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงว่าโครงการจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินโดยไม่ได้รับความยินยอมครบถ้วน หรือทำให้ชุมชนสูญเสียสิทธิเดิมได้
- การรับรองสิทธิตามประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนที่พึ่งพิงป่ายังไม่ถูกบรรจุในกฎหมายอย่างสมบูรณ์ : ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งหากโครงการ REDD+ กีดกันพวกเขาจากการใช้ทรัพยากรป่าไม้เพื่อการยังชีพ
- สิทธิคาร์บอนที่ไม่ชัด : ใครเป็นเจ้าของคาร์บอนในต้นไม้ ระหว่างรัฐ ชุมชนหรือเอกชนนั้นยังเป็นประเด็นซับซ้อน หากกฎหมายกำหนดไม่ชัด การแบ่งผลประโยชน์จากตลาดคาร์บอนหรือการจ่ายผลตอบแทนอาจไม่เป็นธรรมและเปิดช่องให้ข้อพิพาท
- ผลกระทบต่อสิทธิทางวัฒนธรรม : การผลักดันกิจกรรม REDD+ โดยไม่เคารพสิทธิทางวัฒนธรรมและความรู้ดั้งเดิมของชนพื้นเมืองทำให้เกิดความขัดแย้งและลดประสิทธิภาพของมาตรการอนุรักษ์
- ความไม่สอดคล้องของนโยบายภายในประเทศ : การดำเนินงานจำเป็นต้องมีการปรับปรุงและบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกัน เนื่องจากสาเหตุของการทำลายป่า เชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน การขาดความสอดคล้องของกฎหมายระหว่างภาคส่วนต่างๆ เป็นอุปสรรคต่อการนำนโยบาย REDD+ ไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
- การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ : แม้มีกฎหมายดีแต่การบังคับใช้ที่ไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้โครงการไม่สามารถหยุดการทำลายป่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ความเสี่ยงจากการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย : การเปลี่ยนรัฐบาลหรือนโยบายสามารถย้อนกลับความก้าวหน้าหรือทำให้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสับสนได้ ซึ่งเห็นได้จากกรณีหลายประเทศที่ผลงานด้านป่าไม้ขึ้นๆ ลงๆ ตามทิศทางการเมือง
- ความไม่แน่นอนของแหล่งเงิน : ความสำเร็จของREDD+ ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่เพียงพอและคาดการณ์ได้ เพื่อแข่งขันกับมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ที่ดินในรูปแบบอื่น เช่น การเกษตรขนาดใหญ่หรือการตัดไม้ทำลายป่า การเข้าถึงตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศยังคงมีอุปสรรค ทำให้มูลค่าคาร์บอนในตลาดสมัครใจยังไม่เพียงพอต่อการชดเชยต้นทุนค่าเสียโอกาส
- เงื่อนไขการจ่ายเงินที่เข้มงวด : กองทุนผลลัพธ์ มักต้องการการยืนยัน MRV และการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครอง ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงเทคนิคและสถาบัน โดยเฉพาะประเทศที่ยังอยู่ในขั้น readiness (คือประเทศที่อยู่ในระยะเตรียมความพร้อม ก่อนที่ประเทศจะสามารถดำเนินโครงการ REDD+ อย่างเต็มรูปแบบ) และประเทศผู้บริจาคมักกำหนดข้อกำหนดที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงาน ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเกิดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เงินทุนสนับสนุน REDD+ มีการไหลเวียนอย่างช้าๆ
- การใช้มาตรการปกป้องทางสังคมและสิ่งแวดล้อม : แม้ว่าจะมีข้อตกลงแคนคูน (Cancun Agreements) ที่กำหนดให้ประเทศต่างๆ ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการและเคารพมาตรการปกป้อง แต่การพัฒนากฎหมายและระเบียบปฏิบัติระดับชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดระหว่างประเทศเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความมั่นคงทางกฎหมายสำหรับผู้พัฒนาโครงการ
- การออกแบบกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ : ที่จะต้องเป็นธรรม โปร่งใสและเข้าถึงได้ โดยเฉพาะสำหรับคนยากจนที่พึ่งพาป่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน กลไกการกระจายผลประโยชน์ควรมีเกณฑ์ที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้ เพื่อให้แน่ใจว่าผลประโยชน์จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ดูแลและฟื้นฟูรักษาป่าจริงๆ และป้องกันไม่ให้กลุ่มชนชั้นนำหรือผู้มีอำนาจได้สิทธิ์ในผลประโยชน์ไปแต่เพียงผู้เดียว
- ความซับซ้อนด้านเทคนิค : MRV ต้องใช้การผสมผสานของข้อมูลดาวเทียม (remote sensing) กับการวัดภาคพื้น (forest carbon inventories) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงคาร์บอน ซึ่งต้องการความเชี่ยวชาญ บุคลากรและเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ทุกประเทศจะมี
- ความยากในการวัดผลและการทวนสอบ : การสร้างระบบการตรวจติดตามทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ และการกำหนดระดับอ้างอิงภาคป่าไม้ที่น่าเชื่อถือและเป็นไปตามข้อกำหนดระหว่างประเทศเป็นความท้าทายทางเทคนิคและค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการติดตาม ความเสื่อมโทรมของป่าและการกักเก็บคาร์บอนในแหล่งกักเก็บอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชีวมวลเหนือพื้นดิน
- ปัญหาความแม่นยำและความไม่แน่นอน : การประเมินปริมาณคาร์บอนมีความไม่แน่นอน ตัวอย่างเช่น การแยกการตัดไม้จริงจากการแปรสภาพป่า หรือการวัดการเสื่อมโทรมของป่า ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของตัวเลขลดการปล่อยก๊าซ
- การตรวจสอบธรรมาภิบาลในภาคป่าไม้ : ซึ่งกลไก REDD+ เองมีความสำคัญไม่แพ้การติดตามคาร์บอน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบและชอบด้วยกฎหมาย การขาดระบบการติดตามธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการตัดสินใจที่ไม่มีความชอบธรรมหรือการฉ้อโกง
ทางออกและข้อเสนอเชิงปฏิบัติการนำ REDD+ ไปใช้
- ชี้ชัดสิทธิที่ดินและสิทธิคาร์บอนทางกฎหมาย : รัฐต้องเร่งยกระดับการยอมรับสิทธิชุมชน/ชนพื้นเมืองและนิยามกรรมสิทธิ์คาร์บอนอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเป็นธรรมทางผลประโยชน์
- ลงทุนในระบบ MRV แบบผสมผสาน : พัฒนาระบบ NFMS ที่ผสมข้อมูลดาวเทียมกับการสำรวจภาคพื้น สร้างความสามารถทางเทคนิคในประเทศ และยอมรับมาตรฐานสากลเพื่อความน่าเชื่อถือ
- เสริมการบังคับใช้กฎหมายและการประสานนโยบายข้ามภาค : รวมหน่วยงานป่าไม้ เกษตรกรรม การพัฒนาและการค้า เพื่อป้องกันนโยบายที่ขัดกันและเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยง
- ออกแบบกลไกการเงินที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรม : ผสมผสานเงินอุดหนุนระยะเริ่มต้นกับผลตอบแทนตามผลลัพธ์ พร้อมระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส
- ปกป้องสิทธิและยกระดับการมีส่วนร่วม : นำกระบวนการ FPIC และระบบคุ้มครองมาใช้จริง เพื่อให้ชุมชนเป็นหุ้นส่วนไม่ใช่ผู้ถูกจัดการ
ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา





