ความรู้ทั่วไป

การคำนวณจุดคุ้มทุน (Payback Period) ของโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ทำได้อย่างไร?

การคำนวณจุดคุ้มทุน (Payback Period) ของโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ทำได้อย่างไร?

ความสำคัญของการคำนวณPayback Period ที่ใช้ในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก 

การคำนวณจุดคุ้มทุน (Payback Period) ของโครงการที่มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจก ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้องค์กรหรือธุรกิจตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ เพราะนอกจากจะช่วยบอกได้ว่าโครงการจะคืนทุนภายในกี่ปีแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์เชิงการเงินที่ได้จากการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายที่ลดลง รวมถึงรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต การทำความเข้าใจวิธีคำนวณนี้จึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างการดำเนินธุรกิจและการขับเคลื่อนความยั่งยืนไปพร้อมกัน

หลักการเบื้องต้นและคำจำกัดความและสูตรพื้นฐานในการคำนวณจุดคุ้มทุนการลดก๊าซเรือนกระจก

ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period : PBP) คือ ระยะเวลาที่ผลประโยชน์สุทธิที่ได้รับจากการลงทุนสะสมมีค่าเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโครงการที่มีระยะเวลาคืนทุนสั้นกว่าจะถือว่ามีความน่าสนใจมากกว่าในแง่ของการเรียกคืนเงินลงทุนอย่างรวดเร็ว (ยกเว้นในกรณีที่ต้องมีการวิเคราะห์ปัจจัยด้านเวลาของเงิน (Time Value of Money) เพิ่มเติม เช่น Discounted Payback Period)

สูตรคำนวณพื้นฐานของ Payback Period ในกรณีที่กระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Flow) หรือผลประโยชน์สุทธิในแต่ละปี คงที่ จะเป็นดังนี้

Payback Period (ปี) = ผลประโยชน์สุทธิที่ได้รับต่อปี (NET ANNUAL BENEFIT)   
                                        เงินลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด (INITIAL INVESTMENT)​

นอกจากนั้นก็ยังมีสูตรคำนวณจุดคุ้มทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกอีก 2 ประเภทคือ

  • Simple Payback (จุดคุ้มทุนแบบธรรมดา) = ต้นทุนลงทุนเริ่มต้น ÷ ผลประหยัดสุทธิต่อปี ตัวอย่าง ลงทุน $40,000 เพื่อประหยัดค่าไฟ $10,000/ปี → Payback = 40,000 ÷ 10,000 = 4 ปี

  • Discounted Payback (จุดคุ้มทุนแบบคิดมูลค่าเงินตามเวลา) : ใช้เมื่อต้องการนำมูลค่าของเวลา (time value of money) มาพิจารณา โดยนำกระแสเงินสดในอนาคตมาคิดลดค่ากลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน (PV) ด้วยอัตราดิสเคาท์ แล้วรวม PV ของกระแสเงินสดจนกว่าจะเท่ากับต้นทุนเริ่มต้น ซึ่งวิธีนี้แม่นยำกว่าสำหรับการตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ที่มาของข้อมูล

การประยุกต์ใช้ในการคำนวณจุดคุ้มทุนของโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

  1. กำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด (Initial Investment) : โดยการรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการติดตั้งระบบหรือดำเนินการโครงการ เช่น ค่าเครื่องจักร/อุปกรณ์, ค่าติดตั้ง, ค่าดำเนินการเริ่มต้น เป็นต้น

  2. กำหนดผลประโยชน์สุทธิที่ได้รับต่อปี (Net Annual Benefit) : ผลประโยชน์สุทธิของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักๆ มาจาก 2 ส่วนคือ


ส่วนที่ 1: ผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรง (Direct Financial Benefits)

  • การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน : เป็นผลประโยชน์หลัก เช่น การลดค่าไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าใช้เอง (ในกรณีโซลาร์รูฟท็อป) หรือการลดค่าเชื้อเพลิงจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • รายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เช่น รายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน (ถ้ามี)
  • ค่าบำรุงรักษาที่ลดลง : ในกรณีที่ระบบใหม่มีประสิทธิภาพและค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าระบบเดิม


ส่วนที่ 2: รายได้จากเครดิตคาร์บอน (Carbon Credit Revenue)

  • ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ต่อปี : คำนวณตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับ (เช่น ตามระเบียบของโครงการ T-VER หรือมาตรฐานสากล) หน่วยเป็น tCO2​e/ ปี
  • รายได้จากเครดิตคาร์บอนต่อปี : เท่ากับ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ต่อปี × ราคาขายเครดิตคาร์บอนต่อตัน (บาท/tCO2​e)
    ผลประโยชน์สุทธิที่ได้รับต่อปี (Net Annual Benefit) จะเท่ากับ :

    ผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรงต่อปี + รายได้จากเครดิตคาร์บอนต่อปี − ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาต่อปี
  1. การคำนวณ Payback Period
  • กรณีที่ 1 : ผลประโยชน์สุทธิ คงที่ ในแต่ละปี (Simplified Calculation)
    นำตัวเลขที่ได้จากข้อ 1 และ 2 มาคำนวณตามสูตรพื้นฐาน ดังนี้

    Payback Period (ปี) = ผลประโยชน์สุทธิที่ได้รับต่อปี
                                          เงินลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด​

  • กรณีที่ 2 : ผลประโยชน์สุทธิ ไม่คงที่ ในแต่ละปี (Cumulative Cash Flow Method) หากผลประโยชน์สุทธิในแต่ละปีไม่เท่ากัน เช่น มีการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานหรือราคาคาร์บอนเครดิต จะต้องใช้การคำนวณแบบสะสม (Cumulative)

    • คำนวณกระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Flow) ในแต่ละปี :
      NCFn ​= ผลประโยชน์สุทธิ ปีที่ n − ค่าใช้จ่ายใน ปีที่ n

    • คำนวณกระแสเงินสดสะสม (Cumulative Cash Flow) ในแต่ละปี

    • หาปีที่กระแสเงินสดสะสมเปลี่ยนจากติดลบเป็นบวก (หรือเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้น) ซึ่งเป็นปีที่เกิดจุดคุ้มทุน

      Payback Period = ปีที่ได้คืนทุนไม่ครบ+กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในปีถัดไป
                                                       ส่วนที่ยังไม่ได้คืน ณ ต้นปีถัดไป​

ที่มาของข้อมูล

ข้อควรระวังและคำแนะนำเชิงปฏิบัติในการคำนวณจุดคุ้มทุนของโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

  • อย่าใช้ Payback เป็นตัวชี้วัดเดียว : Payback ไม่พิจารณากระแสเงินสดหลังจุดคุ้มทุน (lifetime beyond payback) และมีข้อจำกัดในการพิจารณาความเสี่ยงหรือมูลค่าของเงินในอนาคต (ถ้าเป็น simple payback) — ควรใช้ควบคู่กับ NPV (Net Present Value) และ IRR เมื่อตัดสินใจลงทุนใหญ่

  • วัดการลดการปล่อยก๊าซตามมาตรฐานก่อนนำไปแปรเป็นเงิน : ใช้แนวทางมาตรฐานการบัญชีการปล่อย เช่น GHG Protocol ในการคำนวณปริมาณการลด (tCO₂e) อย่างถูกต้องก่อนนำไปคิดมูลค่า

  • ถ้าคิดมูลค่าส่วนลดจากคาร์บอน ให้ระวังความผันผวนของราคา : ราคาคาร์บอนขึ้น/ลงได้ตามนโยบายและตลาด ควรทำ sensitivity analysis หลายระดับ (เช่น $0, $10, $25, $50/tCO₂) แหล่งข้อมูลราคาคาร์บอนที่เป็นประโยชน์คือ World Bank Carbon Pricing Dashboard

  • รวมประโยชน์อื่น ๆ (non-energy benefits) เช่น ลดการหยุดทำงาน เพิ่มอายุการใช้งานอุปกรณ์ ซึ่งบางครั้งมีมูลค่าทางการเงินที่สำคัญและควรบันทึกไว้ร่วมกับการวิเคราะห์ EPA มีเอกสารแนะแนวการประเมินและจัดลำดับโครงการ
  • Discounted Payback Period : วิธีนี้จะนำมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) มาคิดลด (Discount) กระแสเงินสดในแต่ละปีให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนการคำนวณ ซึ่งจะทำให้ได้ระยะเวลาคืนทุนที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนมากขึ้น
  • Carbon Payback Period: เป็นแนวคิดที่ใช้ในการประเมินความคุ้มทุนทางสิ่งแวดล้อม โดยคำนวณว่าโครงการต้องใช้เวลานานเท่าใดในการลดก๊าซเรือนกระจกสะสมได้เท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในกระบวนการผลิตและการก่อสร้างโครงการเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนสามารถดูได้จากวิดีโอนี้: การเงินสำหรับมือใหม่ EP32: ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period, PP) - YouTube วิดีโอนี้จะอธิบายหลักการคำนวณและข้อดีข้อเสียของระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อย่างละเอียด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ รวมถึงโครงการลดก๊าซเรือนกระจกด้วย 

เครื่องมือช่วยคำนวณ & รูปแบบไฟล์ที่แนะนำ

  • Excel/Google Sheets: ใช้สูตรปกติ (สำหรับ simple) และคำนวณ PV ด้วยสูตร =CashFlow/(1+rate)^t แล้วหาจุดที่ cumulative PV ≥ initial Investopedia และบทความสอน Excel มีตัวอย่างการทำ
  • ถ้าต้องการประเมินปริมาณการลด GHG ก่อนแปลงเป็นเงิน ให้ใช้ GHG Protocol tools เป็นแนวทางการคำนวณที่ยอมรับทั่วโลก

การใช้จุดคุ้มทุน (Payback Period) เป็นตัวชี้วัดโครงการ ลดก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเงินลงทุนจะคืนกลับมาได้เร็วเพียงใด ทั้งในรูปแบบของการลดค่าใช้จ่ายพลังงาน การซ่อมบำรุงที่ลดลง และรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต แม้ Payback Period จะไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด แต่เมื่อใช้ควบคู่กับเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ เช่น NPV หรือ IRR ก็จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างผลดีต่อทั้งธุรกิจและโลกในระยะยาว

สำหรับองค์กรหรือธุรกิจที่ต้องการวางแผนและประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก อย่างเป็นระบบ CarbonWatch พร้อมให้บริการพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา จะช่วยให้คุณมีข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือและใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

เทคโนโลยีอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

เริ่มต้นกับ CarbonWatch

"ลงทะเบียนและเริ่มสร้างโครงการของคุณได้ง่าย ๆ สัมผัสกับบริการจัดการคาร์บอน การกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้
แบบครบวงจร ที่พร้อมช่วยให้การจัดการของคุณเป็นเรื่องง่าย"

เริ่มเลย