General knowledge

รู้จักการจำแนกประเภทป่า 10 ประเภทในประเทศไทย : จากป่าดิบชื้นถึงป่าชายเลน

รู้จักการจำแนกประเภทป่า 10 ประเภทในประเทศไทย : จากป่าดิบชื้นถึงป่าชายเลน

การจำแนกประเภทป่าในประเทศไทยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ทางชีวภาพและความแตกต่างทางนิเวศวิทยาอันหลากหลาย ตั้งแต่ยอดดอยสูงเสียดฟ้าจรดผืนน้ำชายฝั่งทะเล ประเทศไทยปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) ที่เขียวชอุ่มตลอดปี และป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) ที่มีการทิ้งใบตามฤดูกาล จากนั้นจะแยกย่อยออกเป็นชนิดต่างๆ ตามลักษณะพืชพรรณและภูมิประเทศ บทความนี้จะพาท่านเจาะลึกถึง 10 ประเภทป่าสำคัญของไทย ตั้งแต่ป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปจนถึงป่าชายเลน ที่เปี่ยมด้วยความสำคัญต่อความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตในประเทศ

ทำความรู้จักภาพรวมการจำแนกประเภทป่าในประเทศไทย

ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีฤดูฝนและฤดูแล้งที่ชัดเจน ทำให้ป่ามีการปรับตัวแตกต่างกันไปตามความชื้นของดินและอากาศ จึงถูกจำแนกตามลักษณะของการผลัดใบและตามความชุ่มชื้นของแหล่งน้ำ รวมถึงความสูงจากระดับน้ำทะเล ซึ่งส่งผลต่อชนิดของต้นไม้และโครงสร้างป่า เช่น เพดานยอดทึบหรือโปร่ง แต่หนึ่งในเกณฑ์หลักที่ใช้การจำแนกประเภทป่าคือการผลัดใบของต้นไม้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) : คือป่าที่ไม้ยืนต้นส่วนใหญ่จะผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและลดการคายน้ำ เนื่องจากในช่วงนั้นน้ำในดินมีน้อย ใบไม้จึงร่วงหล่นเหลือแต่กิ่งก้านทำให้เรือนยอดโปร่ง แสงแดดส่องถึงพื้นดินได้มาก ส่งผลให้มีหญ้าและไม้พุ่มขึ้นหนาแน่น จึงมีลักษณะเด่นของป่าประเภทนี้คือ เป็นป่าโปร่ง ไม่หนาทึบ พื้นดินมักเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ แต่มีไฟป่าเกิดขึ้นได้ง่ายในฤดูแล้ง

    ป่าผลัดใบนี้มีบทบาทสำคัญ คือเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่ปรับตัวต่อฤดูกาล เช่น เก้ง กวาง หมูป่า, เป็นแหล่งไม้เนื้อแข็ง สมุนไพรและพืชท้องถิ่นจำนวนมาก โดยชนิดของป่าที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ มีพันธุ์ไม้ที่โดดเด่น เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง แดง ประดู่ มะค่าโมง ฯลฯ

  • ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) : คือป่าที่ไม้ยืนต้นส่วนใหญ่ ไม่ผลัดใบพร้อมกันทั้งป่าหรือแทบไม่ผลัดใบเลย ต้นไม้จะผลัดใบทีละต้นตลอดปี ทำให้เรือนยอดเขียวชอุ่มแน่นหนาอยู่เสมอ สภาพแวดล้อมชื้นเพราะฝนตกตลอดปีหรือเกือบตลอดปี จึงมีลักษณะเด่นของป่าประเภทนี้คือ เป็นป่าทึบ มีหลายชั้น (เรือนยอด, พุ่มไม้, พืชล่าง) ดินมีความชื้นสูงและอุดมสมบูรณ์จึงพบพืชพรรณเขียวชอุ่มทั้งปี เช่น เฟิร์น มอสและไม้เถา 

 

บทบาทสำคัญของป่าไม่ผลัดใบคือ ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้ดีจึงช่วยลดภาวะโลกร้อน นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ชนิดของป่าที่อยู่ในป่ากลุ่มนี้ ได้แก่ ป่าดิบชื้น, ป่าดิบแล้ง, ป่าดิบเขา ฯลฯ มีพันธุ์ไม้ที่โดดเด่น เช่น ยางนา ตะเคียน ไข่เขียว พะยอม กระบาก มะเกลือ ฯลฯ

นอกจากนั้น จากข้อมูลเชิงอ้างอิงจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (DNP) และกรมป่าไม้ (RFD) แสดงรายการชนิดป่าที่ใช้อธิบายได้หลายรูปแบบ แต่สามารถรวบรวมเป็น 10 ประเภทหลักที่เข้าใจง่ายและครอบคลุมความหลากหลายทางนิเวศของไทย ดังนี้

 

การจำแนกประเภทป่า 10 ประเภทในประเทศไทย

  • ป่าดิบชื้น : เป็นป่าที่รกทึบและเขียวชอุ่มตลอดปี มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดและมีความหนาแน่นสูง มักพบในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนสูง (มากกว่า 1,600 มิลลิเมตรต่อปี) กระจายตัวในภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทย เช่น ระยอง จันทบุรีและภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงบางพื้นที่ในภาคอื่นๆ ที่มีความชื้นสูง

    บทบาทสำคัญของป่าประเภทนี้คือ เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคุมน้ำและดิน อีกทั้งยังช่วยสำรองคาร์บอนได้ มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญอย่าง ไม้ตระกูล Dipterocarpaceae (บางพื้นที่), ไม้เนื้อแข็งเขตร้อน และพันธุ์ไม้ล้มลุกมากมาย เช่น ไม้ยาง, ตะเคียน, สารภี, อินทนิล

  • ป่าดิบแล้ง / ป่าผลัดใบชั้นต้น : มีลักษณะเกือบเป็นป่าไม่ผลัดใบแต่มีการผลัดใบเป็นบางส่วนในฤดูแล้ง โครงสร้างมีทั้งลำต้นใหญ่และไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความทึบรองลงมาจากป่าดิบชื้น พรรณไม้ยังคงเขียวตลอดปี แต่มีความสามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่า สามารถพบป่าชนิดนี้ในที่ราบหรือเนินเขาต่ำถึงความสูงประมาณ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล กระจายในหลายภาคของประเทศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกที่มีปริมาณฝนไม่มากเท่าที่ราบชายฝั่งภาคใต้

    บทบาทสำคัญของป่าประเภทนี้คือ เป็นบริเวณเชื่อมต่อทางนิเวศระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าผลัดใบ มีการใช้ประโยชน์ทำไม้และการแปลงเป็นพื้นที่การเกษตรได้ โดยมีพันธุ์ไม้สำคัญ เช่น ยางนา, ตะเคียนหิน, มะค่าโมง, ประดู่ป่า

  • ป่าดิบเขา / ป่าดิบชื้นบนที่สูง : เป็นป่าที่ขึ้นอยู่บนภูเขาสูง มีอากาศหนาวเย็น เช่น แนวเทือกเขา (ที่สูงกว่า 800-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป) ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยภูคา เป็นต้น มีความชื้นสูง ทึบ ชื้นและมีหมอกบ่อยครั้ง จึงมักมีมอสส์และเฟิร์นเกาะตามลำต้นและกิ่งไม้ มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ก่อ, ทะโล้, สนสามพันปี, มอสส์, เฟิร์น บางแห่งมีต้นสนชนิดพิเศษและเฟิร์นขนาดใหญ่

  • ป่าสน / ป่าสนเขา : เป็นป่าโปร่งโดดเด่นด้วยต้นสนเป็นองค์ประกอบหลัก มักพบบนดินเปลือกหินหรือดินที่ยากต่อการเพิ่มอินทรียวัตถุ อากาศหนาวในบางพื้นที่เขาในภาคเหนือและพื้นที่ที่ค่อนข้างสูง (ป่าสนเขา) มักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลในช่วง 200–1,800 เมตร พันธุ์ไม้mujสำคัญ ได้แก่ สนสองใบ และสนสามใบ

  • ป่าชายเลน : เป็นป่าที่ขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลที่มีน้ำกร่อยถึงน้ำเค็ม ปากแม่น้ำที่มีดินโคลนและมีน้ำทะเลท่วมถึง จึงเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญทางเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นกำบังคลื่น พรางชายฝั่งและสำรองคาร์บอนชายฝั่งได้อีกด้วย เพราะมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญอย่าง โกงกางใบเล็ก, โกงกางใบใหญ่, แสม, ลำพู, โปรง ฯลฯ

  • ป่าพรุ : ป่าที่ขึ้นในบริเวณที่เป็นที่ลุ่มมีน้ำขังหรือชื้นแฉะตลอดปี มีการทับถมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่ไม่ย่อยสลายกลายเป็นดินอินทรีย์ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีพรุและหน้าดินเป็นอินทรียวัตถุหนา ป่าประเภทนี้พบได้ในภาคใต้และที่ลุ่มน้ำบางส่วนของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญคือเป็นแหล่งสำรองคาร์บอนขนาดใหญ่ เพราะมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญอย่าง หวายนา, เสียดขาว, ลำพู, ไม้น้ำทนเค็ม

  • ป่าเบญจพรรณหรือป่าผสมผลัดใบ : เป็นป่าที่มีความโปร่งกว่าป่าดงดิบ มีไม้ผลัดใบและไม้ไม่ผลัดใบขึ้นปะปนกัน ทำให้ฤดูแล้งมีลักษณะโปร่งและบางพื้นที่เปลือยใบ พบตั้งแต่ที่ราบถึงระดับความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ป่าลักษณะนี้มักพบในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเขตที่มีฝนปานกลางถึงมากช่วงฤดูฝน เป็นป่าที่ถูกใช้ประโยชน์มากที่สุดประเภทหนึ่ง เช่น นำไปใช้เป็นฟืน เก็บสมุนไพรและแปลงเป็นที่ทำกิน  เพราะประกอบด้วยไม้ยืนต้นหลากหลาย จนทำให้ปัจจุบันมีจำนวนต้นไม้ลดลงมากในหลายพื้นที่ ป่าเบญจพรรณนี้มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญอย่าง สัก (เป็นไม้เด่นที่สำคัญ), ประดู่, มะค่าโมง, ชิงชันและแดง

  • ป่าเต็งรัง / ป่าแดง / ป่าโคก : เป็นป่าที่โปร่งมาก มีไม้ในวงศ์ยางนาเป็นไม้เด่น พืชชั้นล่างเป็นหญ้าและพืชทนแล้งสูงที่เหมาะกับดินร่วนและแห้ง มักพบในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งมีฤดูแล้งยาวนาน และมักเกิดไฟป่าได้ง่ายในฤดูแล้ง ป่าประเภทนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิดและต้นไม้เศรษฐกิจบางชนิด เช่น เต็ง, รัง, พลวง, ยางกราด, กราด

  • ป่าทุ่ง /  ป่าหญ้า : เป็นป่าที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำลายป่าธรรมชาติอื่นๆ จนดินเสื่อมโทรม ไม้ใหญ่ขึ้นไม่ได้และมีหญ้าขึ้นแทนที่เป็นทุ่งหญ้าผสมต้นไม้กระจายสูง-ต่ำแตกต่างตามพื้นที่ไว้สำหรับเป็นอาหารของสัตว์กินพืช เกิดในเขตที่ฝนไม่สม่ำเสมอหรือพื้นที่ที่ถูกไฟป่า สามารถพบป่าประเภทนี้ได้ทั่วไปทุกภาคในพื้นที่ที่ถูกรบกวนหรือถูกแผ้วถางบ่อยครั้ง เช่น บางส่วนของภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติหรือแปลงที่เกิดจากการเปลี่ยนป่าดั้งเดิม มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ หญ้าคา, หญ้าแฝก, อ้อ, แขม ( มีไม้ต้นที่ทนแล้ง/ทนไฟขึ้นประปราย เช่น ติ้ว, แต้ )

  • ป่าชายเลน : คือป่าที่ขึ้นตามชายฝั่งทั้งปากแม่น้ำและอ่าว มีต้นที่ทนต่อความเค็มและน้ำขึ้น–น้ำลงได้ เช่น แสม โกงกาง ที่ช่วยเป็นกำบังคลื่น พรางชายฝั่ง ช่วยกรองตะกอน เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และสำรองคาร์บอนชายฝั่งได้อีกด้วย ปัจจุบันป่าชายเลนมักถูกทำลายโดยการถมทะเลเพื่อทำเกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม การก่อสร้าง จนทำให้เกิดมลพิษทางน้ำและป่าชายเลน

ข้อสังเกตเรื่องการจำแนกประเภทป่าและความหลากหลายของการนิยาม

แบบจำแนกป่า (Forest Classification) อาจมีความต่างกันเล็กน้อยตามหน่วยงานและวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการสำรวจทรัพยากร, เพื่อการจัดการอนุรักษ์หรือเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ บางครั้งอาจรวมถึงป่าไผ่หรือสวนป่า ซึ่งเป็นประเภทแยกต่างหาก ในขณะที่แบบอื่นจะนับเป็นพืชย่อยของชนิดป่าที่กว้างกว่า ฉะนั้น เมื่อต้องการข้อมูลเชิงพื้นที่หรือเชิงนโยบายควรอ้างอิงนิยามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้, กรมอุทยานฯ, FAO ฯลฯ

กล่าวโดยสรุป การจำแนกประเภทป่าทั้ง 10 ชนิดในประเทศไทย ตั้งแต่ป่าดิบชื้นที่ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนสูง ป่าดิบเขาในพื้นที่สูง ไปจนถึงป่าเต็งรังที่ทนแล้งและป่าชายเลนที่อยู่ระหว่างแผ่นดินกับทะเล ได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความซับซ้อนของระบบนิเวศป่าไม้ในประเทศอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจและตระหนักถึงลักษณะเฉพาะของป่าแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางโครงสร้าง ชนิดของพรรณไม้หรือสภาพภูมิอากาศที่หล่อเลี้ยง ล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ป่าเหล่านี้ยังคงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต เป็นแหล่งกำเนิดของปัจจัยสี่และเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลทางธรรมชาติของประเทศไทยต่อไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

หากคุณต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ผืนป่าและติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ CarbonWatch คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรสามารถ ตรวจวัด คำนวณ และจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ ของตนได้อย่างแม่นยำ พร้อมข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับป่าไม้และพื้นที่สีเขียวจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อสนับสนุนการลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอนผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง ช่วยให้คุณมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกของเราอย่างเป็นรูปธรรม

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

Related technology

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

Get started with CarbonWatch

"Register and easily start your project. Experience a comprehensive carbon management service designed to make your management simple and seamless."

Get Started