General knowledge

เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตคาร์บอนเครดิต

เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตคาร์บอนเครดิต
ตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ด้านการเงินแต่ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มปริมาณ คุณภาพและความน่าเชื่อถือของเครดิต ตั้งแต่เทคโนโลยีดึงคาร์บอนจากอากาศ ไปจนถึงการใช้ดาวเทียมและ AI ในการตรวจวัด (MRV) โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้โครงการสามารถผลิตเครดิตได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้นและตรวจสอบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดด้านต้นทุน ความทนทาน (permanence) และความเสี่ยงเรื่องการให้เครดิตเกินจริง (over-crediting) ที่ต้องระวัง และบทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต Carbon Credit นี้อย่างละเอียด

เทคโนโลยีการกักเก็บและลดคาร์บอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคาร์บอนเครดิต

โครงการที่สามารถสร้าง Carbon Credit ได้นั้นมีหลายประเภท เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการด้านป่าไม้และการเกษตร หรือโครงการด้านการจัดการของเสีย โดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพ ดังนี้
  • Direct Air Capture (DAC ) : คือเทคโนโลยีที่ใช้สารดูดซับหรือกระบวนการทางเคมีเพื่อดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง และนำไปกักเก็บในชั้นธรณีวิทยาอย่างปลอดภัย หรือนำไปใช้ประโยชน์ต่อ (Carbon Capture, Utilization, and Storage - CCUS) ทำให้ได้เครดิตแบบ Carbon Dioxide Removal (CDR) ที่มีความทนทานมากกว่าวิธีบางอย่างของธรรมชาติ และสามารถควบคุมปริมาณได้ชัดเจน (ถ้ามี MRV ที่ดี) ทำให้เป็นแหล่งคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่ต้องการในตลาด 
  • พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพสูง : นวัตกรรมด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น แผงโซลาร์เซลล์ประเภท PERC, TOPCon หรือ Bifacial ช่วยให้การผลิตพลังงานทดแทนคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสร้าง Carbon Credit ได้จากปริมาณการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนั้น ก็ยังมีเทคโนโลยี ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) และ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) เป็นส่วนเสริมสำคัญในการสร้างระบบพลังงานที่สะอาดและมั่นคง 
  • Carbon Farming : เป็นแนวคิดด้านการเกษตรที่เน้นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน (Soil Carbon Sequestration) เช่น การทำเกษตรแบบไม่ไถพรวน (No-till farming) การปลูกพืชหมุนเวียน (Rotational Grazing) และการปลูกพืชคลุมดิน (Cover Cropping) การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการวัดผลช่วยให้เกษตรกรสามารถ ประเมินและตรวจสอบปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บ ได้อย่างแม่นยำเพื่อขอรับคาร์บอนเครดิต นั่นเอง 
  • Enhanced Rock Weathering (ERW) คือเทคโนโลยีดึงคาร์บอนจากอากาศโดยเร่งกระบวนการสลายตัวของหินตามธรรมชาติให้เร็วขึ้น โดยการบดหินซิลิเกตหรือแร่เบสอลต์ให้ละเอียด แล้วโปรยบนพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่กว้าง เมื่อหินทำปฏิกิริยากับน้ำและ CO₂ ในอากาศ จะเกิดสารประกอบที่กักเก็บคาร์บอนในรูปของไอออนคาร์บอเนตในดิน หรือถูกชะล้างลงทะเลและกักเก็บในระยะยาว วิธีนี้มีศักยภาพสูงในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและยังอาจช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่ต้องมีการตรวจวัด (MRV) ที่แม่นยำและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านเพื่อความน่าเชื่อถือของ Carbon Credit ที่ได้จากวิธีนี้
 

เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของตลาดคาร์บอนเครดิต

  • Digital Measurement, Reporting, and Verification (dMRV)  
    • ดาวเทียมภาพถ่ายความละเอียดสูง เช่น Planet, Maxar, LiDAR, เซ็นเซอร์ภาคพื้น และโมเดล AI/ML ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีเขียว ปริมาณชีวมวล ความสูงของต้นไม้หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เพื่อนำมาคำนวณคาร์บอนเครดิตอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง 
    • AI ยังช่วยผลิตข้อมูลสำรวจป่า (biomass, avoided deforestation) ที่ใช้สำหรับการออกเครดิตและการตรวจสอบภายหลัง อีกทั้งยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงต่อการทำลายป่าหรือคาดการณ์ประสิทธิภาพโครงการในอนาคต 
    • dMRV คือระบบที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อปรับปรุงกระบวนการวัดผล การรายงาน และการทวนสอบกิจกรรมการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกให้มีประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตคาร์บอนเครดิต ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเวลาในการตรวจสอบได้ 
  • Blockchain และ Tokenization 
    • Blockchain ถูกนำมาใช้ในการสร้างแพลตฟอร์มการซื้อขายCarbon Credit โดยการสร้างระบบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านกลไกสำคัญคือ การแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ซึ่งแปลงคาร์บอนเครดิตแต่ละหน่วยให้เป็นสินทรัพย์ดิจิตอลที่สามารถซื้อขายได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger) ของบล็อกเชนจะบันทึกข้อมูลการออกและประวัติการเป็นเจ้าของเครดิตทั้งหมด ทำให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ การใช้ Smart Contracts ยังช่วยให้การทวนสอบและการออกเครดิตเป็นไปโดยอัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดคือระบบจะทำการ Retire โทเคนอย่างถาวร เมื่อมีการนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาการนับซ้ำ (Double Counting) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดคาร์บอน
 

เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคาร์บอนเครดิตที่น่าสนใจ

  • ไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวภาพ คือวัสดุที่เป็นของแข็งซึ่งได้จากการนำเศษชีวมวล เช่น วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นำไปผ่าน ระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งเป็นการให้ความร้อนสูงภายใต้ภาวะจำกัดออกซิเจน โดยกระบวนการนี้จะเปลี่ยนคาร์บอนในชีวมวลให้เป็นรูปที่ เสถียรสูงและมีรูพรุนมากซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ  
  • การกักเก็บคาร์บอนระยะยาวในดินได้นานนับร้อยปี โดยไม่ถูกย่อยสลายกลับไปเป็น CO2 ทำให้ไบโอชาร์เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการสร้างคาร์บอนเครดิตแบบ Carbon Removal  
  • การปรับปรุงคุณภาพดิน โดยช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ กักเก็บธาตุอาหารและเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ในดิน ส่งผลดีต่อผลผลิตทางการเกษตร
  โดยในปีหลังๆ มีการออกมาตรฐานและระเบียบวิธีสำหรับให้เครดิต biochar จากหน่วยงานใหญ่อย่าง Verra และหน่วยงานระดับภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งช่วยเปิดตลาดให้โครงการ biochar มากขึ้นและเชื่อถือได้มากขึ้น  
  • หุ่นยนต์/โดรนและเทคโนโลยีการปลูกป่าแบบแม่นยำ (Precision reforestation) โดยใช้โดรนปลูกกล้าและกระจายเมล็ด, หุ่นยนต์ดูแลกล้า, รวมทั้งการใช้พันธุ์ที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับแพลตฟอร์มติดตาม (satellite + sensors) เพื่อประเมินอัตราการรอดและการเจริญเติบโต ฉะนั้น การใช้เทคโนโลยีนี้จะช่วยเร่งความเร็วการฟื้นฟูและเพิ่มอัตราการรอดของต้นไม้ ทำให้โครงการฟื้นฟูป่าสร้าง Carbon Credit ได้มีประสิทธิภาพขึ้น
 

ความท้าทายของเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคาร์บอนเครดิต

  • การตรวจสอบและมาตรฐานยังเป็นหัวใจหลัก : แม้เทคโนโลยีจะช่วยตรวจวัดได้ดีกว่าเดิม แต่ registries และมาตรการกำกับต้องตามให้ทันเพื่อหลีกเลี่ยง over-crediting 
  • ต้นทุนและการจัดหาเงินทุน : บริษัทใหญ่และกองทุนเริ่มทำสัญญาจองเครดิตล่วงหน้า (pre-purchase) เพื่อช่วยสร้าง demand ให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ข้อตกลงของ Google กับ Holocene ในการสนับสนุน DAC-style tech 
  • ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของชุมชน : โครงการที่ไม่คำนึงถึงสิทธิชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอาจได้เครดิตเร็ว แต่เสี่ยงต่อการถูกท้าทายทางจริยธรรมและทางกฎหมายภายหลัง ดังนั้นเทคโนโลยีต้องจับคู่กับกระบวนการมีส่วนร่วมชุมชนและการประเมินผลกระทบ
กล่าวโดยสรุป คาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยมลพิษเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหลักเพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง การผสานรวมกันของนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เช่น เทคโนโลยี Direct Air Capture (DAC) เพื่อกำจัดคาร์บอนโดยตรง, ระบบ Digital MRV (dMRV) ที่อาศัยดาวเทียมและ AI เพื่อการตรวจสอบที่แม่นยำและเทคโนโลยี Blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใสในการซื้อขาย ได้ยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของเครดิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิตคาร์บอนเครดิตเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้   แหล่งข้อมูลอ้างอิง   CarbonWatch พร้อมเป็นพันธมิตรด้านคาร์บอนเครดิตสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาโครงการลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ตลอดจนการขึ้นทะเบียนและหาตลาดซื้อขายเครดิต เพื่อให้ทุกโครงการของคุณโปร่งใส เชื่อถือได้และสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง หากต้องการเริ่มต้นหรือยกระดับโครงการ Carbon Credit ของคุณ

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

Related technology

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

Get started with CarbonWatch

"Register and easily start your project. Experience a comprehensive carbon management service designed to make your management simple and seamless."

Get Started