ความรู้ทั่วไป

ความแตกต่างระหว่างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และคาร์บอนออฟเซ็ต (Carbon Offset)

ความแตกต่างระหว่างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และคาร์บอนออฟเซ็ต (Carbon Offset)

ความหมาย หลักการและความต่างของคาร์บอนเครดิตและคาร์บอนออฟเซ็ต

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และคาร์บอนออฟเซ็ต (Carbon Offset) เป็นสองแนวคิดหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ท่ามกลางความพยายามของนานาประเทศและภาคธุรกิจในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เครื่องมือทั้งสองนี้ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด แต่ทั้งสองคำนี้ก็มีหลักการ ความหมายและบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ กับกระบวนการชดเชย จึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับทุกองค์กรและผู้ที่สนใจในการเข้าร่วมตลาดคาร์บอน และการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ความหมายและหลักการของคาร์บอนเครดิตและคาร์บอนออฟเซ็ต

  • Carbon Credit : คือใบรับรองหรือเครื่องมือที่สามารถซื้อขายได้ ซึ่งแสดงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกลดลงหรือดูดซับ/กักเก็บ ออกจากบรรยากาศในปริมาณ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า tCO₂e โดยหลักการเกิดขึ้นจากโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานหรือโครงการปลูกป่า โดยโครงการเหล่านี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานอิสระหรือภาครัฐ เช่น โครงการ T-VER ของ TGO ในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นปริมาณที่ลดได้จริง กล่าวคือการลดก๊าซเรือนกระจกนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการดำเนินโครงการดังกล่าวตลาดคาร์บอนเครดิตสามารถซื้อขายได้ทั้งในตลาดคาร์บอนแบบบังคับ (Compliance Market) ซึ่งกำหนดโดยกฎหมาย เช่น ระบบ Cap-and-Trade และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) โดยบทบาทสำคัญของ Carbon Credit คือสินทรัพย์ที่ผู้พัฒนาโครงการสร้างขึ้นจากการลด/กักเก็บก๊าซฯ และนำไปขายต่อให้ผู้ที่ต้องการใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซฯ ของตนเอง
  • Carbon Offset : คาร์บอนออฟเซ็ตคือกระบวนการหรือการปฏิบัติที่องค์กรหรือบุคคลดำเนินการเพื่อ ชดเชย ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ตนเองได้ปล่อยออกไป โดยการสนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการที่ลดหรือกำจัดก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศในที่อื่นๆ ในปริมาณที่เท่ากัน มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไป กับปริมาณที่ถูกลดหรือดูดซับจากโครงการภายนอก เมื่อปริมาณที่ปล่อยเท่ากับปริมาณที่ชดเชย องค์กรนั้นก็จะสามารถประกาศว่ามีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)ในทางปฏิบัติองค์กรจะใช้คาร์บอนเครดิต ที่ซื้อมาจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำคาร์บอนออฟเซ็ต นั่นเอง โดยเมื่อซื้อเครดิตมาแล้ว เครดิตนั้นจะถูก retire เพื่อยืนยันว่าได้ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว และไม่สามารถนำไปซื้อขายต่อได้ มักเกี่ยวข้องกับการซื้อเครดิตใน ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรเอง

ความแตกต่างของคาร์บอนเครดิตและคาร์บอนออฟเซ็ต

คำว่า Carbon Credit และ Carbon Offset มักถูกใช้สลับกัน แต่ในทางปฏิบัติและในกลไกตลาดคาร์บอนแล้ว คำทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งคู่เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ตารางสรุปความแตกต่างโดยละเอียดของคาร์บอนเครดิตและคาร์บอนออฟเซ็ต

ลักษณะ เครื่องมือซื้อขายได้ (Tradable Instrument) กระบวนการ/กลไก (Action/Mechanism)
นิยาม ใบรับรอง 1 ตัน CO₂e ที่ถูกลดหรือกักเก็บ การชดเชยการปล่อย CO₂e ของตนเอง ด้วยการสนับสนุนโครงการลด/กักเก็บในที่อื่น
บทบาท “สินค้า” ที่สร้างขึ้นจากการลดก๊าซฯ “วิธีการ” ที่ใช้เครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซฯ
ตลาดหลัก ตลาดคาร์บอนแบบบังคับและตลาดภาคสมัครใจ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (ส่วนใหญ่)
วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างมูลค่าจากการลด/กักเก็บก๊าซฯ และเป็นกลไกจูงใจในการลดการปล่อย เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยชดเชยการปล่อยก๊าซฯ ที่ไม่สามารถลดได้

ข้อดี–ข้อจำกัดของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และคาร์บอนออฟเซ็ต (Carbon Offset) และความเสี่ยงที่ควรรู้

ข้อดี
  • ช่วยนำเงินทุนไปสู่โครงการลด/ดึงก๊าซเรือนกระจก ที่อาจไม่เกิดขึ้นโดยไม่มีรายได้จากเครดิต เช่น โครงการฟื้นฟูป่าในประเทศกำลังพัฒนา
  • เป็นเครื่องมือเสริมในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทหรือประเทศ
ข้อจำกัด/ความเสี่ยง
  • คุณภาพของเครดิตไม่เท่ากัน โครงการบางประเภท เช่น เตาเผาหรือเตาปรุงอาหาร ถูกนักวิจัยวิจารณ์ว่าประมาณการผลประโยชน์เกินจริง
  • ถ้าไม่มีระบบติดตามที่ดีเครดิตอาจถูกนับซ้ำ ทั้งในการอ้างสิทธิ์ระดับประเทศและระดับเอกชน จึงมีการเจรจาเรื่องอนุสัญญาปารีสเพื่อกำหนดกฎร่วม
  • การพึ่งพาออฟเซ็ตมากเกินไป บริษัทอาจชะลอการลดก๊าซเรือนกระจกจริงภายในองค์กร แล้วพึ่งพาการซื้อเครดิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลัก first reduce, then offset
โดยสรุปแล้ว แม้ว่า คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และคาร์บอนออฟเซ็ต จะเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในกลไกตลาดคาร์บอน แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายมิติ การแยกแยะความแตกต่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการและบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

แหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อให้ธุรกิจและองค์กรสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้ CarbonWatch พร้อมเป็นที่ปรึกษาและผู้ให้บริการด้านคาร์บอนเครดิตครบวงจร ตั้งแต่การวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการจัดหา Carbon Credit คุณภาพจากตลาดที่เชื่อถือได้ ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างมั่นใจและยั่งยืน สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นหรือพัฒนาการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเข้าสู่ตลาดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ CarbonWatch คือผู้ช่วยที่พร้อมให้บริการครบวงจรที่น่าเชื่อถือเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเครื่องมือและการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเป็นไปอย่างราบรื่น ถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากลและสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้กับคุณได้อย่างแท้จริง

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

เทคโนโลยีอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

เริ่มต้นกับ CarbonWatch

"ลงทะเบียนและเริ่มสร้างโครงการของคุณได้ง่าย ๆ สัมผัสกับบริการจัดการคาร์บอน การกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้
แบบครบวงจร ที่พร้อมช่วยให้การจัดการของคุณเป็นเรื่องง่าย"

เริ่มเลย