องค์ประกอบสำคัญอะไรบ้าง? ที่ทำให้ดาวเทียมสำรวจโลกมองเห็นโลกได้
ดาวเทียมสำรวจโลก เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจโลกของเรา ในมุมมองที่กว้างและละเอียดอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้จากพื้นดิน ดาวเทียมเหล่านี้ มองเห็นโลกผ่านการวัดพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนหรือปล่อยออกจากพื้นผิวและบรรยากาศ ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านภูมิประเทศ สภาพอากาศ ระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ การเรียนรู้ว่าดาวเทียมสามารถมองเห็นและสำรวจโลกได้อย่างไร จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำความเข้าใจเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ระยะไกล (Remote Sensing) ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวางแผนการพัฒนาที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบัน
หลักการพื้นฐานดาวเทียมสำรวจโลก : พลังงานที่วัดได้คืออะไร?
โลกและบรรยากาศจะสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ หรือปล่อยความร้อนเป็นรังสีความร้อนในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic radiation) โดยเซนเซอร์บนดาวเทียมจะวัดปริมาณพลังงานในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ (intensity per wavelength) ซึ่งช่วยแยกวัตถุหรือสถานะ เช่น น้ำ ต้นไม้ ดิน ปริมาณความชื้น อุณหภูมิ เพราะแต่ละวัตถุมีลักษณะการสะท้อน/การปล่อยพลังงานต่างกัน ซึ่งการวัดจะแบ่งเป็นสองแบบคือ
- Passive : เซนเซอร์วัดแสง/ความร้อนที่มาจากดวงอาทิตย์หรือการปล่อยของโลกเอง)
- Active : เซนเซอร์ส่งสัญญาณออกไปแล้วรับสัญญาณสะท้อนกลับ เช่น เรดาร์
พื้นที่ของสเปกตรัมที่สำคัญสำหรับดาวเทียมสำรวจโลก
- ช่วงแสงที่ตามาตาเห็น (Visible; ~0.4–0.7 μm) : เหมือนภาพถ่ายปกติ ใช้แยกแยะโครงสร้าง เมือง พื้นผิวและสังเกตสีของพืช/น้ำ ฯลฯ
- ใกล้อินฟราเรด (Near-IR; ~0.7–1.4 μm) : พืชสะท้อนแรงใน NIR ทำให้ใช้ประเมินความสด/ชีวภาพของพืช (vegetation indices เช่น NDVI) เหมาะกับแยกพืชกับดิน/น้ำ
- กลาง-อินฟราเรด / สั้นคลื่นอินฟราเรด (SWIR; ~1.4–3 μm) : มีประโยชน์ในการแยกแร่ การประเมินความชื้นของดินและการสังเกตควัน/ไฟ
- อินฟราเรดความร้อน (Thermal IR; ~8–14 μm) : วัดอุณหภูมิผิวและปล่อยพลังงานความร้อนของวัตถุ ใช้ติดตามอุณหภูมิพื้นผิว น้ำร้อน/เย็นและกิจกรรมทางภูเขาไฟ
- ไมโครเวฟ/เรดาร์ (Microwave; mm–cm ระดับความยาวคลื่น) : คลื่นไมโครเวฟทะลุเมฆและใช้งานได้ทั้งกลางวัน/กลางคืน เมื่อใช้ในโหมด SAR (Synthetic Aperture Radar) จะได้ภาพที่ไม่ขึ้นกับแสงอาทิตย์ เหมาะสำหรับวัดความชื้นในดิน การเปลี่ยนรูปพื้นดินและติดตามทะเล/น้ำแข็ง
หมายเหตุ : แต่ละช่วงคลื่นให้เบาะแสที่ต่างกัน ซึ่งการนำหลายช่วงมารวมกันทำให้เข้าใจโลกได้ลึกกว่าใช้ช่วงเดียว
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและช่วงคลื่นสำคัญของดาวเทียมสำรวจโลก
| ช่วงคลื่น (Spectral Region) | ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในการสำรวจโลก |
|---|---|
| ช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ (Visible Light) | ใช้บันทึกภาพถ่ายสีจริง (True Color) สำหรับการสังเกตลักษณะภูมิประเทศทั่วไป และการจำแนกประเภทการใช้ที่ดิน |
| อินฟราเรดใกล้ (Near-Infrared - NIR) | พืชที่มีสุขภาพดีจะสะท้อนรังสีอินฟราเรดใกล้ในปริมาณสูงมาก ทำให้ใช้ในการประเมินสุขภาพพืชพรรณและพื้นที่ป่าไม้ได้เป็นอย่างดี (มักใช้สร้างภาพสีผสมเท็จ - False Color Composite) |
| อินฟราเรดคลื่นสั้น (Shortwave Infrared - SWIR) | ใช้ในการจำแนกชนิดของแร่ธาตุ ความชื้นในดินและพืชพรรณ และการแยกแยะเมฆกับหิมะ |
| อินฟราเรดความร้อน (Thermal Infrared - TIR) | วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่าศูนย์องศาสัมบูรณ์จะแผ่รังสีในช่วงนี้ ใช้ในการตรวจวัดและติดตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของพื้นผิวโลก ผิวน้ำ และชั้นบรรยากาศ (เช่น ดาวเทียม LANDSAT-3 มีการบันทึกในช่วงนี้) |
| ไมโครเวฟ (Microwave) | ใช้ในระบบเรดาร์แบบแอคทีฟ ซึ่งสามารถทะลุเมฆหมอกและชั้นบรรยากาศได้ดี ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน หรือมีเมฆปกคลุม ใช้ในการสำรวจความชื้นในดิน สภาพน้ำแข็ง และภูมิประเทศ |
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือคลื่นที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้า และสนามแม่เหล็กตั้งฉากซึ่งกันและกัน และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วแสงในสุญญากาศ ส่วนช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Spectrum) ครอบคลุมความยาวคลื่นตั้งแต่สั้นมากไปจนถึงยาวมาก โดยแต่ละช่วงคลื่นมีคุณสมบัติและการประยุกต์ใช้ในการสำรวจโลกที่แตกต่างกัน โดยช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สำคัญต่อดาวเทียมสำรวจโลก ได้แก่
จากสัญญาณสู่ภาพ : ขั้นตอนการประมวลผลสั้นๆ ของดาวเทียมสำรวจโลก
การรับสัญญาณดิบ (raw radiance) จากเซนเซอร์ → การแปลงเป็นค่าทางฟิสิกส์ (เช่น reflectance หรือ brightness temperature) ผ่านการคาลิเบรทและแก้ไขชั้นบรรยากาศ (atmospheric correction) → การรวมหลายช่วง (band combinations) เพื่อคำนวณดัชนี เช่น NDVI, NIR/SWIR ratios → การวิเคราะห์เชิงพื้นที่/เวลา เช่น การจำแนกประเภทที่ดิน (land cover classification), การตรวจจับการเปลี่ยนแปลง (change detection) หรือการดึงค่าพารามิเตอร์ เช่น ความชื้น ความสูง
ตัวอย่างการใช้งานเชิงจริงของดาวเทียมสำรวจโลก
- เกษตรกรรม : ประเมินสุขภาพพืชและปริมาณผลผลิต (NDVI จาก NIR/Red)
- ภัยพิบัติ : ติดตามน้ำท่วม แผ่นดินไหว (อินฟราเรด/ SAR ในการดูการเปลี่ยนรูป) และไฟป่า (thermal, SWIR)
- ทรัพยากรธรรมชาติ : แผนที่ป่าไม้ แร่ธาตุ และการใช้ที่ดิน (hyperspectral ช่วยจำแนกชนิดพืช/แร่)
- อุตุนิยมวิทยา/ภูมิอากาศ : วัดอุณหภูมิผิว ทะเลและเมฆ (thermal + optical)
ดาวเทียมสำรวจโลก ใช้หลักการตรวจวัดพลังงานในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นต่าง ๆ ตั้งแต่แสงที่ตามองเห็นไปจนถึงไมโครเวฟ เพื่อสร้างภาพและข้อมูลที่สะท้อนสภาพจริงของพื้นผิวโลกในมิติต่าง ๆ การทำความเข้าใจช่วงคลื่นสำคัญ เช่น visible, infrared, และ microwave จึงช่วยให้เราสามารถตีความข้อมูลจากดาวเทียมได้ถูกต้องและนำไปใช้ในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การติดตามสภาพอากาศ เกษตรกรรม ไปจนถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติ ดาวเทียมสำรวจโลกจึงไม่เพียงเป็น “ดวงตา” ที่เฝ้ามองโลกจากอวกาศ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความรู้และการตัดสินใจเพื่ออนาคตของโลกใบนี้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Fundamentals_of_RS_Edited_SC.pdf
- transforming-energy-imagery-how-satellite-data-becomes-stunning-views-of-earth
- earth-observation-data-basics/sar
- earth-observation-data-basics/remote-sensing
- https://moi.gcc.go.th/index.php
- http://conf.agi.nu.ac.th/agmis/download/publication/454_file.pdf
- ดาวเทียมสำรวจโลกดวงใหม่ของประเทศไทย THEOS-2 ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ
หากองค์กรหรือหน่วยงานของคุณต้องการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจโลก เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CarbonWatch พร้อมให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้าน Carbon Monitoring & Reporting ด้วยเทคโนโลยีการสังเกตการณ์จากอวกาศ (Satellite Remote Sensing) ผสานระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (GIS & AI Analytics) ที่สามารถติดตามพื้นที่ป่า การใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงคาร์บอนและการชดเชยคาร์บอนได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรสามารถรายงานข้อมูลคาร์บอนได้อย่างโปร่งใส ถูกต้องและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา





