General knowledge

ฉลากลดคาร์บอนบนสินค้าบอกอะไรบ้าง?

ฉลากลดคาร์บอนบนสินค้าบอกอะไรบ้าง?
การลดคาร์บอนคือภารกิจเร่งด่วนระดับโลก และเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของฉลากคาร์บอนบนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะกระแสการบริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้มองหาแต่สินค้าที่ตอบโจทย์ด้านราคาและคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมองหาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนด้วย ฉลากคาร์บอนจึงเป็นเสมือนเครื่องมือสื่อสารที่น่าเชื่อถือจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ได้ผ่านกระบวนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การทำความเข้าใจความหมายและบทบาทของฉลากนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจโลก

ฉลากคาร์บอนหรือฉลากลดคาร์บอนคืออะไร?

ฉลากคาร์บอนบนผลิตภัณฑ์ (Carbon Reduction Label) คือเครื่องหมายที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้ผ่านการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ต้นจนจบของกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แล้ว และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์นั้นได้ตามเกณฑ์ที่หน่วยงานรับรองกำหนดไว้ กล่าวคือสินค้าที่มีฉลากนี้ได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือการจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก  

ประเภทของฉลากลดคาร์บอนที่พบได้บ่อย

  • ฉลากแสดงตัวเลขคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint / kg CO₂e) : ระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวเลข เช่น 0.5 kg CO₂e ต่อหน่วย ซึ่งมาจากการคำนวณตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA)
  • ฉลากแสดงระดับ/คะแนน (Carbon Rating / Label Tiers) : ระบุเป็นระดับ เช่น เหรียญทอง/เงิน/ทองแดง หรือระดับ A–E แทนตัวเลขตรงๆ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น
  • ฉลากยืนยันการลดหรือเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Reduction / Carbon Neutral) : แสดงว่าผลิตภัณฑ์หรือบริษัทได้ลดการปล่อยตามเป้าแล้ว หรือชดเชยด้วยโครงการต่างๆ แต่ต้องดูว่าการชดเชยได้รับการตรวจสอบจริงหรือไม่
 

ฉลากลดคาร์บอนถูกคำนวณอย่างไร มาตรฐานที่นำมาใช้คืออะไร?

วิธีการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ผลิตภัณฑ์ปล่อยออกมา (Product Carbon Footprint หรือ PCF) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยทั้งสองกลุ่มต่างก็อ้างอิงหลักการพื้นฐานจากมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044 ซึ่งเป็นมาตรฐานการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) กลุ่มที่ 1 วิธีการที่เน้นประเด็นเดียว (Focus on Climate Change Only) : วิธีการในกลุ่มนี้จะเน้นเฉพาะการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เท่านั้น
มาตรฐาน ผู้พัฒนา สาระสำคัญ
ISO 14067 ISO มาตรฐานอ้างอิงสากล สำหรับการทำ PCF พัฒนาจากมาตรฐาน LCA เดิม (ตีพิมพ์ 2561)
PAS 2050 BSI (อังกฤษ) มาตรฐาน PCF ระดับสากลแรก ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย (ออกปี 2554)
GHG Protocol Product Standard WRI/WBCSD คล้ายกับ PAS 2050 แต่เพิ่มข้อกำหนดสำหรับการรายงานต่อสาธารณะ และมีมาตรฐานอื่นสำหรับองค์กรและโครงการด้วย
กลุ่มที่ 2: วิธีการที่มี ขอบเขตกว้าง (Broader Environmental Scope) : วิธีการในกลุ่มนี้จะครอบคลุมปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้าน นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สามารถดึงเอาเฉพาะตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการกำหนด PCF ได้
มาตรฐาน ผู้พัฒนา สาระสำคัญ
Product Environmental Footprint (PEF) สหภาพยุโรป (EU) วิธีการ LCA ที่แนะนำโดย EU เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน บังคับคำนวณ 16 หมวดหมู่ผลกระทบ (แม้ว่าบางข้อมูลเสนอว่าควรคำนวณเฉพาะผลกระทบที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการรายงาน PCF ก็ตาม)
BP X30-323-0 AFNOR (ฝรั่งเศส) มาตรฐานระดับชาติของฝรั่งเศส คล้าย PEF คือครอบคลุมหลายหมวดหมู่ผลกระทบ แต่สามารถรายงานตัวแปรที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแยกต่างหากได้
EN 15804 มาตรฐานยุโรป มาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการก่อสร้าง กำหนดให้คำนวณผลกระทบวงจรชีวิตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
แม้ว่าวิธีการคำนวณเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องขอบเขต แต่ผู้พัฒนามาตรฐาน (ISO, BSI, WRI/WBCSD, EC ฯลฯ) ต่างมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความสอดคล้องระหว่างกัน โดยทุกวิธีมีข้อกำหนดที่ต้องจัดการกับประเด็นเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับ PCF ดังนี้
  • การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
  • การดูดซับและการปล่อยคาร์บอนชีวภาพ (Biogenic Carbon)
  • การชดเชยคาร์บอน (Offsetting)
  • ปริมาณคาร์บอนในดิน
  • การใช้ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity)

ฉลากลดคาร์บอนบอกอะไรเราบ้าง? (ก่อนตัดสินใจซื้อ)

  1. สินค้านี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง : ฉลากลดคาร์บอนเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ผลิตได้ลงมือทำจริง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต เมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตของสินค้าชนิดเดียวกัน (ปีฐาน) โดยในประเทศไทย ฉลากนี้จะออกให้เฉพาะสินค้าที่ลดการปล่อยคาร์บอนลงได้อย่างน้อย 2% หรือมีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ของสินค้าประเภทเดียวกัน ซึ่งแปลว่าสินค้านั้นช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง
  2. บ่งบอกถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : สินค้าที่มีฉลากนี้มักผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การใช้วัตถุดิบหมุนเวียน หรือปรับปรุงเทคโนโลยีให้ปล่อยมลพิษน้อยลง ผลคือช่วยลดภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไปในกลุ่มเดียวกัน
  3. เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ : ฉลากลดคาร์บอนช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเราสามารถเลือกสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวมาผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจโลก
  4. ได้รับการรับรองจากหน่วยงานอิสระ : สินค้าที่ได้รับฉลากนี้ไม่ได้เกิดจากการประกาศเองของบริษัท แต่ต้องผ่านการประเมินและตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ทำให้ข้อมูลที่ปรากฏบนฉลากมีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
 

สิ่งที่คุณควรสังเกตเพิ่มเติมบนฉลากลดคาร์บอน

  • การรับรองโดยบุคคลที่สาม : ตรวจสอบว่าฉลากได้รับการรับรองจากองค์กรอิสระที่เชื่อถือได้หรือไม่ เช่น Carbon Trust, หน่วยงานตรวจสอบ ISO, สถาบันภาครัฐ เพราะจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าการประกาศโดยผู้ขายเอง
  • การระบุตัวเลขคาร์บอนฟุตพริ้นท์ : การระบุเป็นตัวเลขที่ชัดเจน เช่น 1.5 kg CO₂e ต่อหน่วย ช่วยให้เปรียบเทียบระหว่างแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แต่ต้องแน่ใจว่าใช้หน่วยใช้งาน (Functional Unit) ในการคำนวณที่เหมือนกัน
  • ขอบเขตของการประเมิน : สังเกตว่าการคำนวณนับตั้งแต่การผลิตอย่างเดียว (cradle-to-gate) หรือนับรวมไปจนถึงการทิ้งหลังใช้งาน (cradle-to-grave) เนื่องจากขอบเขตที่ต่างกันจะทำให้ตัวเลขไม่สามารถเทียบกันได้โดยตรง
  • การใช้การชดเชยคาร์บอน (Offsetting) : หากฉลากเขียนว่า “Carbon Neutral” ควรดูรายละเอียดว่าโครงการชดเชยนั้นได้รับการรับรองและมีความโปร่งใสหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการโฆษณาเกินจริง
  • การอ้างอิงมาตรฐาน : ฉลากที่ระบุว่าอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น ISO, PAS, PEF จะยืนยันวิธีการคำนวณที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้
การมีฉลากลดคาร์บอนบนผลิตภัณฑ์นั้น มีความหมายมากกว่าแค่เครื่องหมายทางการตลาด แต่เป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการในการปรับปรุงกระบวนการผลิตตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก ข้อมูลที่ฉลากนี้บอกเราคือการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ได้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลทางเลือกที่ชัดเจนในการตัดสินใจซื้อ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากลดคาร์บอนจึงเป็นการกระทำเล็กๆ ของแต่ละบุคคลที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดให้มุ่งสู่การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย   แหล่งข้อมูลอ้างอิง หากคุณต้องการยกระดับความใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปอีกขั้น โดยเฉพาะในมิติของการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ CarbonWatch คือแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประเมินและติดตามการกักเก็บคาร์บอนเครดิตได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยได้รับรองจาก อบก. เป็นรายแรกในประเทศไทย เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่มุ่งมั่นสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างแท้จริง

ติดต่อ THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED พร้อมให้คำปรึกษา

Related technology

คำถามที่พบบ่อย

No items found.

Get started with CarbonWatch

"Register and easily start your project. Experience a comprehensive carbon management service designed to make your management simple and seamless."

Get Started